เจจุงวอน ตำนานแพทย์แห่งโชซอน ตอนที่ 14

มองชงหัวหน้าขอทานที่สนิทกับฮวางจองมาทำงานที่โรงพยาบาล และพาเด็ก ๆ ขอทานมาขอข้าวกินทุกวัน แต่แล้ววันหนึ่งก๊อตนิม หนึ่งในเด็กขอทานก็ล้มป่วยด้วยโรคฝีดาษ และในที่สุดก็เสียชีวิต ทำให้ทุกคนต่างเสียใจอย่างมาก หมออัลเลนจึงให้ฮวางจองพาทุกคนไปที่หมู่บ้านฆ่าสัตว์เพื่อให้รีบปลูกฝีในลูกวัวทำวัคซีนช่วยเหลือ ฮวางจองพาทุกคนไปที่หมู่บ้านโดยที่เขาสวมผ้าปิดหน้าไว้ เพื่อให้ไม่ให้ทุกคนในหมู่บ้านจำตนเองได้ว่าเขาคือ โชกึนแก โดยอ้างว่าตนเองป่วย

โชกึนแกซึ่งปลอมตัวเป็นฮวางจองชนชั้นสูงได้เจอกับมาตังเกพ่อของตนเอง แต่เพราะเขาปลอมตัวทำให้พ่อจำไม่ได้ ฮวางจองได้ให้ยาสำหรับทาแผลให้กับมาตังเกเมื่อมองว่าพ่อขาเจ็บ เป็กเทจำฮวางจองได้แต่เข้าใจว่าเป็นแค่คนหน้าเหมือน พร้อมกับนำเรื่องไปบอกมาตังเก ทำให้มาตังเกเศร้าไปเพราะคิดว่าโชกึนแกเสียชีวิตไปแล้ว

เมื่อมาถึงหมู่บ้านฆ่าสัตว์ พวกผู้เรียนแพทย์ได้ช่วยกันปลูกฝีในลูกวัว แต่ถูกหมอผีก่อกวนจนต้องรีบหนี แต่สุดท้ายมาตังเก พ่อของโกกึนแกก็เอาลูกวัวที่ปลูกฝีแล้วมาให้หมออัลเลนที่เจจุงวอนทั้งที่ตนเองก็ขาเจ็บด้วยเช่นกัน

“แต่ ลูกวัวนี่ได้มาจากไหนเหรอ” ชักแทถาม

“โธ่ นี่เป็นลูกวัวปลูกฝีแล้วแต่พวกหมอไม่ทันพากลับมา” มาตังเกบอก

“หา ลูกวัวที่หายไปเมื่อวาน ได้คืนมาแล้วเหรอ”

“รีบไปบอกนายท่านของเจ้าสิ บอกว่าลูกวัวมารออยู่แล้ว” ซ๊อกรันบอก ชักแทจึงรีบเข้าไปบอกฮวางจอง

หลังจากได้ลูกวัวกลับมาแล้ว ทำให้พวกหมออัลเลนมีความหวังที่จะทำวัคซีนเพื่อให้รักษาโรคฝีดาษมากขึ้น

ซ๊อกรันได้ยินตอนที่เป๊กเทเรียกฮวางจองว่าโชกึนแกก็เริ่มสงสัยอะไรบางสิ่งและเก็บไว้ในใจ และเมื่อมาตังเกนำลูกวัวมาให้ที่เจจุงวอน ซ๊อกรันจึงถามฮวางจอง

“คนฆ่าสัตว์ที่เราเจอเมื่อวานตอนที่เรา กำลังหนีออกมาจากหมู่บ้านคนฆ่าสัตว์น่ะ ตอนนั้นคนฆ่าสัตว์คนนั้นเรียกท่านว่า โชกึนแกใช่รึเปล่าคะ”

“ใช่มั้ง” ฮวางจองตระหนกตกใจแต่พยายามกลบเกลื่อน

“หมู่บ้านคนฆ่าสัตว์คงมีคนที่ชื่อโชกึนแกเยอะเลยนะ รู้มั้ยว่าลูกชายของท่านลุงมาตังแกก็มีชื่อว่า โชกึนแกเหมือนกันเลยน่ะ”

“อ้อ อย่างนั้นเหรอครับ?”

“ตอนแรกข้าก็ไม่รู้หรอกว่าว่าโชกึนแกแปลว่าอะไร”

“ตอนนี้ คุณหนูรู้แล้วเหรอ”

“มันแปลว่าเจ้าลูกหมาน้อยน่ะ ตอนที่คนฆ่าสัตว์เรียกอย่างนั้นข้าตกอกตกใจมาก มันฟังดูเหมือนเป็นการดูถูกท่านเลย ตอนนั้นข้าไม่รู้ความหมายชื่อโชกึนแกหรอก ยังนึกว่าท่านรู้จักกับคนฆ่าสัตว์คนนั้นซะอีก เพราะดูท่านคุ้นเคยกับหมู่บ้านคนฆ่าสัตว์ดีนะ” ซ๊อกรันพยายามจับสังเกต

ฮวางจองพยายามคุมทุกอย่างให้เป็นปกติ 

“เหรอ เป็นเพราะข้าเป็นคนจำทางแม่น งั้นข้าขอตัวก่อน”

ฮวางจองรีบขอตัวเดินเสี่ยงไป ทำให้ซ๊อกรันไม่ได้สงสัยอะไร

หลังจากทำวัคซีนจากฝีวัวสำเร็จแล้ว หมออัลเลนก็บอกทุกคนว่าจำเป็นต้องลองวัคซีนก่อนว่าจำเป็นที่จะต้องปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียง ก่อนจะไปฉีดให้ราษฎรได้ ที่ผ่านมาทุกคนเข้าใจว่าหากฉีดวัคซีนจากฝีลูกวัวจะทำให้คนมีลักษณะแปลงเป็นวัว 

“ข้าจะขอลองเอง ข้าเป็นหนึ่งในคนที่ทำวัคซีนนี้ขึ้นมา ข้าเชื่อมั่นในขั้นตอนว่าไม่มีความผิดพลาดแน่ อีกอย่างข้าก็ไม่เคยเป็นโรคฝีดาษมาก่อน” โดยังรับอาสา

ซ๊อกรันก็เสนอตัวด้วย “ข้าก็จะลองด้วยคน เพราะข้าก็ไม่เคยเป็นโรคฝีดาษมาก่อน แถมข้ายังไม่เคยสูดผงหนองมาก่อนด้วย ถ้าอาศัยโอกาสนี้รับวัคซีนป้องกันเข้าไป วันหน้าจะได้ไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นโรคฝีดาษอีก”

“ข้าก็จะลองเหมือนกัน” ฮวางจองบอก

“นักศึกษาฮวาง” หมออัลเลนรู้ว่าฮวางจองเคยเป็นฝีดาษมาแล้ว

“ครับ ถึงตอนเด็ก ๆ ข้าจะเคยเป็นโรคฝีดาษมาก็จริง แต่วัคซีนที่เราทำขึ้นมาควรจะลองใช้กับคนที่มีภูมิคุ้มกันแล้วอย่างข้า ถ้าผลออกมาว่าไม่มีความผิดปกติถึงจะปลูกฝีให้คนอื่นได้อย่างวางใจ”

“ก็ดีนะ ถือเป็นความคิดที่ดี ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมก็จะลองดู” หมออัลเลนยิ้มพยักหน้าเห็นด้วย

“ถ้างั้น ข้าก็จะขอลองด้วยคน” โกรับอาสา จากนั้น ฮัน เจอุ๊ก และคนอื่น ๆ ต่างก็เสนอตัวลองด้วยเช่นกัน

หมออัลเลนลองวัคซีนกับทุกคน และได้ผลเป็นที่น่าพอใจมาก จึงเริ่มเอาวัคซีนออกฉีดให้กับประชาชน

“มา เร่เผ่านา เข้าแถวกันมาปลูกฝีเร็ว รับรองว่าไม่มีเขางอกจากหัว และไม่ร้องเป็นเสียงวัวแน่ ป้องกันฝีดาษได้อย่างปลอดภัยตราเจจุงวอน” ชักแทร้องตะโกนบอกประชาชน

“จะปลอดภัยแน่นะ เจ้ามั่นใจรึเปล่า” ประชาชนถาม

“แหงอยู่แล้ว เรื่องนี้ข้ารับรองได้เต็มกำลังเลย มั่นใจเจจุงวอนได้ อ้อ ทุกคนเตรียมพร้อมแล้วใช่มั้ย” ชักแทชักชวนประชาชนให้เข้าแถวไปฉีดวัคซีนทีละคน

หลังจากเจจุงวอนเริ่มฉีดวัคซีนให้ราษฎรและได้ผล ประชาชนก็มาหาหมอที่สถานทูตญี่ปุ่นน้อยลง สร้างความไม่พอใจให้กับทูตญี่ปุ่นเป็นอย่างมากจึงไปคุยกับวาตานาเบ้

“ผมกำลังเขียนจดหมายอยู่ครับ” วาตานาเบ้บอก

“จดหมายรึ นี่คุณรู้สภาวะในตอนนี้บ้างรึเปล่า ยังเขียนจดหมายอะไรอีก” ทูตญี่ปุ่นอารมณ์เสีย

“จดหมายนี้จะเขียนไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นครับ”

“อะไรนะ ท่านนายกรัฐมนตรีอย่างนั้นรึ” ทูตญี่ปุ่นแปลกใจ “อ้อ…นี่คุณเขียนจดหมายอะไรถึงท่านนายกรัฐมนตรีรึ”

“ความจำเป็นมันอยู่ตรงนี้ นี่เป็นจดหมายที่ท่านนายกฯเขียนถึงผม”

“อะไร ท่านนายกฯจะเขียนจดคือคุณคนเดียวได้ยังไง”

วาตานาเบ้เปิดจดหมายขึ้นอ่าน “งั้นผมจะอ่านส่วนนึงให้คุณฟัง แฮ่ม วาตานาเบ้ ภารกิจคุณคือการพิสูจน์ว่าชาวญี่ปุ่นเหนือกว่าโชซอน เมื่อได้รู้ความจริงนี้ชาวโชซอนก็จะอยากให้เราไปดูแลเค้า และเราจะได้ฝังรากฐานทางวิทยาศาสตร์ของจักรวรรดิญี่ปุ่นของเราเอาไว้ตรงนั้น จดหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีแห่งญี่ปุ่น นี่คือ เนื้อหาในจดหมายที่ท่านนายกฯเขียนมาถึงผม”

“ไฮ้” ทูตญี่ปุ่นยิ่งแปลกใจ

“ท่านก็ได้ฟังไปแล้ว ว่าผมควรต้องมุ่งมั่นในการพิสูจน์พัฒนาการด้านพันธุกรรมของชาวโชซอน และนับตั้งแต่นี้ไป ผมจะรับคำสั่งโดยตรงจากท่านนายกรัฐมนตรี ดังนั้น คุณจึงควรให้ความช่วยเหลือผม”

“ฮึ่น ผมจะช่วยคุณในทุกด้านละกัน” ทูตญี่ปุ่นบอก

“คิมโทน คุณจึงควรไปที่ญี่ปุ่น นำจดหมายลับนี้ไปส่งให้คุณนายกรัฐมนตรี และอย่ากลับมาที่โชซอน จนกว่าจะมีคำสั่งจากผม” วาตานาเบ้สั่ง

“ไฮ้” คิมโทนรับคำ

“อนาคตโชซอนจะเปลี่ยนเป็นแผ่นดินที่น่าสนใจอย่างแน่ๆ ฮ่าๆๆๆ” วาตานาเบ้หัวเราะอย่างมีแผน

ฮวางจองสุขสบายที่สามารถช่วยเหลือจนทำวัคซีนสำเร็จและช่วยเหลือราษฎรได้ เขาจึงนำหญ้ามาเลี้ยงวัวเพราะรู้สึกขอบคุณ

“กินหญ้าเยอะ ๆ แล้วรีบโตเร็ว ๆ นะ ฮ่า ๆ ๆ ขอบใจนะ เจ้าช่วยคนเอาไว้ได้มากทีเดียว เฮ้อ อ้อ คุณหนูเพิ่งจะจะกลับเหรอครับ” ฮวางจองเอ่ยทักเมื่อเห็นซ๊อกรันเดินออกมา

“ใช่ วันนี้คงเหนื่อยมากสินะ ทำอะไรอยู่” 

“ไม่มีอะไร ข้าแค่กำลังชื่นชมเจ้าวัวตัวนี้น่ะ” 

“มันฟังท่านรู้เรื่องด้วยเหรอ” ซ๊อกรันถามขำ ๆ 

“ฮะ ๆ ๆ จะฟังรู้เรื่องได้ยังไง ก็แค่รู้สึกขอบคุณมันน่ะ” 

“การเกิดเป็นวัวนี่เก่งจังเลยนะ พอเกิดมาก็ต้องทำงานหนัก พอตายแล้วยังเป็นเนื้อมาให้คนอิ่มท้องอีก” 

“เคยได้ยินเรื่องที่บอกว่าวัวเคยเป็นองค์ชายบนสวรรค์บ้างมั้ย” 

“พูดจริงรึเปล่า” ซ๊อกรันถามแปลกใจ 

“ครับ แต่เพราะเค้าเคยทำความผิด ถูกลงโทษให้เกิดเป็นวัว ต้องทำงานตลอดชีวิตเพื่อให้ชดใช้ความผิดในชาติก่อน พอตายก็จะได้กลับไปบนสวรรค์” ฮวางจองเล่ายิ้ม ๆ 

“ท่านไปฟังเรื่องเล่าพวกนี้มาจากไหน” 

“ตอนเด็ก ๆ น่ะ ท่านแม่ของข้าเล่าให้ฟัง” 

ซ๊อกรันยิ้ม “เหรอ ขอบใจมากเลยนะ สักวันนึงเจ้าก็จะได้กลับสวรรค์แล้วนะ” 

หลังจากโชซอนหมดปัญหาโรคฝีดาษระบาด พระเจ้าโกจงก็มีพระราชโองการแต่งตั้งหมออัลเลนให้เป็นขุนนางชั้นสามของราชสำนัก

“หมออัลเลนเหน็ดเหนื่อยทุ่มเทเพื่อให้เจจุงวอนมาไม่น้อย แถมในคราวนี้ ประชาชนต้องล้มตายไปจำนวนมากเพราะโรคฝีดาษ ท่านก็ช่วยกอบกู้เอาไว้ได้ ข้าจึงต้องการจะตกรางวัลให้กับท่าน แต่งตั้งเป็นขุนนาง ขอให้คุณทำหน้าที่อย่างเต็มความชำนาญ” 

หมออัลเลนทำความเคารพ “ฝ่าบาท ทรงมีพระกรุณายิ่งพ่ะย่ะค่ะ” 

หมออัลเลนกลับมาที่เจจุงวอนด้วยเกี้ยวพระราชทานจากพระเจ้าโกจง ทำให้ทุกคนดีใจมาก 

“เมื่อครู่พระราชาทรงแต่งตั้งท่าน ผอ.เป็น ขุนนางประจำราชสำนัก มีตำแหน่งขุนนางขั้นที่สามน่ะค่ะ” ซ๊อกรันบอกทุกคน คูฮอนถึงกับชะงัก “อะ อะ อะ อะไรนะ” 

“ขั้นที่สามเหรอ ขั้นที่สามนี่เทียบเท่ากับตำแหน่งเจ้าเมืองในเมืองหลวงเลยนะ นี่ล้อเล่นกันเหรอ อย่ามาล้อเล่นเลยน่า บอกความจริงผ่านาดีมากกว่า” 

“นี่เป็นความจริงครับ” หมออัลเลนรับรอง

“ท่าน ผอ. ขอยินดีด้วยครับ เท่ากับว่าเป็นการยกระดับความสำคัญ ของหมดทั้งตัวท่านและเจจุงวอนไปพร้อมกันในทีเดียว” โดยังบอก 

“ฮะแฮ่ม ผู้จัดการเบ๊ก” คูฮอนน้ำเสียงตำหนิ 

“อ้อ มีอะไร เอ่อ ครับ ท่านผอ.” 

“ผมอยากให้ทุกอย่างเป็นไปเหมือนเดิม” หมออัลเลนบอก 

“ต้องอย่างนั้นสิ” 

“แต่…ถ้าแบบนั้น ก็จะเป็นการดูหมิ่นตำแหน่งและยศที่พระราชาพระราชทานให้มา ดังนั้นผมจะไม่ทำอย่างนั้น ต่อไปต้องคุยกับผมด้วยคำสุภาพ อีกอย่างผู้จัดการเบ๊ก” 

“อะไร ครับ ท่านผอ.” 

“การทำกิมจิในวันนี้ เป็นยังไงกันบ้าง ราบรื่นดีรึเปล่า” 

“ราบรื่นดีอยู่แล้วครับ”

ฮอร์ตั้นสอนซ๊อกรันให้ทำขี้ผึ้งทาแผล “ใส่ผงไป ค่อย ๆ คน แค่นี้ก็เรียบร้อยแล้ว” 

“ตอนนี้ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีขี้ผึ้งทาแผลแล้ว เจจุงวอนทำขี้ผึ้งทาแผลได้เอง เป็นเรื่องน่าดีใจจริง ๆ” 

“แต่ขี้ผึ้ง จะใช้พร่ำเพรื่อก็ไม่ได้นะรู้มั้ย ทุกครั้งที่ใช้ต้องให้ฉันจ่ายยาให้” ฮอร์ตั้นบอก 

ซ๊อกรันแวะไปคุยกับโดยังซึ่งกำลังลองเย็บแผลเทียมอยู่ “ฝึกเย็บแผลอีกแล้วเหรอคะ”

“ใช่แล้ว ถ้าให้ข้าเย็บแผลตอนนี้ก็คงไม่มีปัญหา แม้กระนั้น เจ้ามาทำอะไรที่นี่”

“ข้าทำขี้ผึ้งกำมะถันมาให้น่ะ”

“ขี้ผึ้งกำมะถัน ทำเองเหรอ”

“ใช่ แพทย์ฮอร์ตั้นเป็นคนสอนข้าทำ ต่อไปเวลาขี้ผึ้งหมดก็จะไม่ต้องรอเป็นเดือนอีกแล้วล่ะ”

“เจจุงวอนทำขี้ผึ้งกำมะถันเองได้ ดีจังเลยนะ”

“ตอนนี้แผลยังไม่หายสนิทดีใช่มั้ย”

“ใช่แล้ว ก็แผลเก่าในตอนนั้นแหละ แล้วแผลที่ขาเจ้าเป็นไง” โดยังถามกลับ

“แผลของข้าหายดีแล้วค่ะ ข้าทายาให้คุณดียิ่งกว่า” ซ๊อกรันเอาขี้ผึ้งที่เพิ่งจะทำเสร็จทาแผลให้กับโดยัง

“ดีขึ้นมากแล้วนะคะ”

“พอเอาชนะโรคฝีดาษได้ ก็รู้สึกสบายใจขึ้นเยอะเลย เจ้าเองก็เหนื่อยมามากแล้ว”

“ไม่หรอกค่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะข้อเสนอของท่าน เจจุงวอนอาจจะยังมีคนไข้เต็มไปหมดก็ได้ นักศึกษาฮวางเองก็เหนื่อยเหมือนกัน” ซ๊อกรันอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถึงฮวางจอง

“นั่นสิ เพื่อให้นคนนั้นก็เหนื่อยไม่น้อยเหมือนกัน หึ ต้องบอกว่าความสามารถการเย็บของเค้าประณีตมาก ข้าได้มาฝึกเย็บเองถึงได้เข้าใจ”

“ท่านถึงได้ สงสัยว่าทำไมเค้าถึงได้เก่งนักสิ” ซ๊อกรันยิ้ม ๆ

“ถึงตอนนี้ข้าก็ยังไม่คลายความสงสัยทั้งหมด เรื่องที่ทำให้ข้าสงสัยไม่ใช่แค่เรื่องสองเรื่อง มันเริ่มตั้งแต่ตอนที่เค้าถูกยิงบาดเจ็บมา ตอนที่เย็บแผลได้อย่างคล่องแคล่ว ทั้งที่ไม่เคยมีประสบการณ์การเย็บมาก่อน ไหนยังความสามารถผ่าศพหมู ตอนที่ทุกคนเข้าสอบคัดเลือก บอกตามตรง ต่อให้เป็นคนฆ่าสัตว์ยังไม่น่าจะคล่องได้อย่างงี้เลย”

“คนฆ่าสัตว์เหรอ” ซ๊อกรันสะกิดใจขึ้นมา

“ใช่แล้ว ถึงแม้เค้าจะเป็นชนชั้นสูง แต่ครอบครัวฐานะยากจน คงทำงานมาแล้วทุกอย่าง อาจเป็นเพราะสาเหตุนั้นมั้ง ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะแบบไหน เค้าก็ทำได้คล่องแคล่วไปหมดทุกเรื่อง ก่อนหน้าก็ที่โรงปลูกฝี ตอนแรกข้าก็คิดจะยอมแพ้ไปแล้ว เพราะคิดว่าทำไปก็อาจล้มเหลว แต่เป็นเพราะความระมัดระวังตั้งมั่นทุกสภาพการณ์ในแบบของเค้า บวกกับความเชื่อมั่นแบบโง่ ๆ นั่น สุดท้ายก็ทำให้เราทำวัคซีนได้สำเร็จ แต่ที่ข้าแปลกใจคือ คนแบบนั้น ถูกปืนยิงบาดเจ็บมาด้วยสาเหตุอะไร ข้ายังสงสัยไม่หายเลย” โดยังปรารภ ทำให้ซ๊อกรันยิ่งสงสัย